Suan84 - สาระแนข้ามรุ่น

www.suan84.com

Tuesday, 27 January 2009

คุณเพ็ญสุวรรณ นาคะปรีชา

เมื่อวันอาทิตย์-มีเหตุการณ์ตื่นเต้นขึ้นที่เชียงใหม่..จึงต้องเก็บเอามาร่ายให้อ่านตรงกระทู้นี้ โดยข่าวด้านล่างนี้..มีบุคคลที่เราสามารถสาระแนได้สองคน

ท่านแรกคือ-นายไพโรจน์ แสงภู่วงษ์ [OSK16404] ศิษย์เก่ารุ่น 83 เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และประธานชมรมสวนฯ เหนือในปัจจุบัน

ส่วนผู้เสียหายที่ถูกทำร้ายนั้น สนิทสนมกับเพื่อนในรุ่น 84 หลายคนเหมือนกัน หากเอ่ยชื่อ "ปุก ศึกษานารี" ..หลายๆ คนคงจำได้ เพราะเธอมาคลุกคลีร่วมกิจกรรมกับพวกเราบ่อยๆ สมัยเรียนมัธยม พร้อมกับน้องสาวของเธอที่ชื่อ
"ตุ๊ก-วรนุช ถาวร" ใช่แล้ว..คุณเพ็ญสุวรรณ นาคะปรีชา นั้นคือ
"ปุก-เพ็ญสุวรรณ ถาวร" นั่นเอง

..จึงขอแสดงความเสียใจ..และขอให้กำลังใจในการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิงคนหนึ่ง..ครับ


เหยื่อเสื้อแดง ยันเอาเรื่องถึงที่สุด-มช.เตรียมแจ้งความพรุ่งนี้

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 25 มกราคม 2552 18:50 น.

เชียงใหม่ – เหยื่อเสื้อแดงถ่อย เข้าแจ้งความดำเนินคดี หลังโดนทำร้ายร่างกาย ยันเอาเรื่องถึงที่สุด ทำร้ายไม่เว้นแม้กระทั่งผู้หญิง ด้าน มช.เตรียมแจ้งความเอาผิดทำลายทรัพย์สิน-บุกรุกสถานที่ พรุ่งนี้

เมื่อช่วงเย็นวันนี้ (25 ม.ค.) นางเพ็ญสุวรรณ นาคะปรีชา ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอุปนายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เข้าแจ้งความต่อ ร.ต.ท.อัครเดช อินชัย ร้อยเวร สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมี นายไพโรจน์ แสงภู่วงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และ พล.ต.ต.สุเทพ เดชรักษา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมรับฟังด้วย


นายไพโรจน์ แสงภู่วงษ์ (OSK83)

นางเพ็ญสุวรรณ กล่าวว่า การเดินทางเข้าแจ้งความในวันนี้ เพื่อให้ดำเนินกับบุคคลที่ทำร้ายร่างกายตนเอง โดยใช้มือตบเข้าใบหน้าบริเวณด้านซ้ายอย่างรุนแรง ในระหว่างเจรจากับกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ที่บุกรุกเข้าหอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อช่วงค่ำเมื่อวาน (24 ม.ค.)

ทั้งนี้ ตนเองในฐานะอุปนายกสมาคมศิษย์เก่า ได้เข้าไปเจรจากลุ่มเสื้อแดง ไม่ให้บุกรุกเข้าไปในหอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เนื่องจากภายในงานมีคณะอาจารย์ ศิษย์เก่า และนักศึกษากำลังทำพิธีไหว้ครู เพื่อแสดงความเคารพ แต่ในระหว่างนั้น มีชายวัยกลางคนสวมเสื้อสีแดง โพกผ้าสีแดง และใส่หมวกไหมพรมปิดใบหน้า เดินเข้ามาใช้ฝ่ามือที่คลุมด้วยผ้า ซึ่งคาดว่า ด้านในน่าจะมีของแข็งอยู่ด้วยทำร้ายก่อนหนีเข้ากลุ่มไป


นางเพ็ญสุวรรณ นาคะปรีชา ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.)
ในฐานะอุปนายกสมาคมศิษย์เก่า มช. พร้อมรองอธิการบดี มช.
เข้าแจ้งความร้องทุกข์ สภ.ภูพิงค์ราชนิเวศน์ เชียงใหม่ เมื่อช่วงบ่ายวันนี้(25ม.ค.)
ให้จับกุมคนในกลุ่มเสื้อแดง ที่ทำร้ายตบหน้า ขณะขัดขวางกลุ่มรักเชียงใหม่51
ไม่ให้บุกเข้าไปภายในหอประชุม มช. เพื่อขับไล่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี
ที่มาร่วมงานเลี้ยงศิษย์เก่าครบ 45 ปี "ราตรีอ่างแก้ว" ค่ำวานนี้


จากนั้นอาจารย์ที่อยู่ใกล้ได้พาตนเองเข้าไปด้านในงาน ก่อนจะพาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เพื่อเอกซเรย์ เนื่องจากมีโรคภาวะเสี่ยงกระดูกด้วย ซึ่งผลที่ออกมาพบว่าไม่รุนแรงมากนัก แต่ได้รับการกระทบกระเทือนและฟกช้ำ

“ตอนแรกตั้งใจจะไม่เอาความ แต่เพื่อเป็นการให้บทเรียนกับบุคคล และกลุ่มคนที่ละเมิดสิทธิผู้อื่นได้สำนึก และให้สังคมรับรู้ว่า ประเทศนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น ซึ่งนอกจากจะเจ็บที่ร่างกายแล้วยังเจ็บที่ใจด้วย และไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับตน โดยเฉพาะผู้ที่กระทำกับตนเองเป็นผู้ชายด้วยแล้ว แต่มาทำกับผู้หญิงแบบนี้ได้อย่างไร”
นางเพ็ญสุวรรณ กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จากการสำรวจความเสียหาย พบว่า ประตูทางเข้าพัง เนื่องจากถูกกลุ่มผู้ชุมนุมทำลาย และรถตู้โดนของแหลมมีคมแทงยางเสียหายทั้งหมด ขณะที่รถคันอื่นๆ ในบริเวณถูกปล่อยยางลมออกทั้งหมด

ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คาดว่า ในวันพรุ่งนี้ (26 ม.ค.) จะเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกลุ่มกลุ่มคนที่ทำลายทรัพย์สินทั้งหมด และขอยืนยันว่า มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์รวมของคนทุกกลุ่มและทุกฝ่าย ซึ่งไม่มีการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมกล่าวหาแต่อย่างใด

ข่าวจาก : http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000008720




ผอ.ห้องสมุด "มช." แจ้งความเอาผิดคนตบหน้า ลั่นเสียใจมากว่าเจ็บตัว


ผอ.มช.ให้คนตบหน้าขอโทษ

นางเพ็ญสุวรรณ นาคะปรีชา ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) แถลงที่โรงแรมแห่งหนึ่งกลางเมืองเชียงใหม่ กรณีถูกกล่มเสื้อแดงที่บุกเข้าไปตามหานายสุเทพ ที่มาร่วมงานสมาคมศิษย์เก่า มช. ตบหน้า ว่า รู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเป็นผู้หญิง แต่ถูกผู้ชายที่ไม่รู้จักทำร้าย จึงอยากเรียกร้องให้บุคคลดังกล่าวออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการ และต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวบุคคลดังกล่าวมาดำเนินคดีให้ได้



นางเพ็ญสุวรรณกล่าวว่า จำได้ว่าชายคนดังกล่าวมีลักษณะผอมสูง ปิดบังใบหน้าด้วยผ้า แสดงว่าไม่มีความกล้าหาญ เป็นนักเลงโตที่ทำร้ายผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ไม่มีทางสู้ ไม่มีแม้แต่อาวุธ เพราะในฐานะอุปนายกสมาคมศิษย์เก่า มช. เมื่อเห็นเหตุว่าเหตุการณ์ไม่สู้ดีและอาจารย์ผู้ชายไปชี้แจงอาจจะไม่นุ่มนวลพอ จึงเข้าไปเจรจาแทนพูดจาด้วยถ้อยคำไพเราะ เพื่อจะชี้แจงว่าเป็นงานภายในของสมาคม แต่กลับถูกทำร้ายที่ใบหน้าด้านซ้าย มีอาการชา จึงไปพบแพทย์เพื่อเอ็กซเรย์ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เพราะยังรู้สึกเจ็บ ประกอบกับมีอาการของโรคกระดูกพรุนและบาง เกรงใบหน้าจะร้าว แต่เจ็บหน้าไม่เท่าเจ็บหัวใจ รู้สึกเจ็บมาก เจ็บปวดในฐานะที่เป็นคนไทยทำงานรับใช้แผ่นดินแต่กลับถูกใครไม่รู้มาทำร้ายแบบนี้

"ครอบครัวญาติพี่น้องเป็นห่วงมากโทรศัพท์มาให้กำลังใจ รวมทั้งผู้บริหาร มช. ส่วนคุณแม่ช็อคหลังจากทราบเรื่อง เพราะตลอดชีวิตคุณแม่ไม่เคยตี ไม่เคยถูกใครทำร้าย นอนไม่หลับทั้งคืน เพราะคิดว่าคนคิดต่างกันได้แต่ต้องมีเหตุมีผล ดิฉันไม่ได้อยู่สีไหน เราต่างก็มีเลือดสีเดียวกันภายใต้ธงไตรรงค์ จึงหวังว่าผู้ชายที่ทำร้ายควรจะต้องเสียใจกับสิ่งที่ได้กระทำลงไป ดิฉันไม่อยากใช้คำว่าถูกตบเพราะรู้สึกแค้นใจมาก ดิฉันบาดเจ็บทางใจใครจะรับผิดชอบ"
นางเพ็ญสุวรรณกล่าว

แจ้งความดำเนินคดีคนทำผิด

เวลา 15.20 น. นางเพ็ญสุวรรณพร้อมสามี และ ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม รองอธิการบดี มช. เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.อัครเดช อินชัย พนักงานสอบสวน สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ อ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด โดยมี นายไพโรจน์ แสงภู่วงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.ต.สุเทพ เดชรักษา ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ เข้าร่วมรับฟังการให้ถ้อยคำ

ผศ.พงษ์อินทร์กล่าวว่า ในส่วนของ มช.มีประตูทางเข้าที่ได้รับความเสียหาย ยางรถยนต์ตู้ 4 คัน ถูกของมีคมแทง และกำลังสำรวจว่ามีความเสียหายอื่นใดหรือไม่ จึงมอบหมายให้ผู้อำนวยการกองกลางเข้าแจ้งความในวันที่ 26 มกราคมอีกครั้ง

นายไพโรจน์กล่าวว่า ได้ตั้งคณะทำงานติดตามเรื่องความขัดแย้งนี้เป็นการเฉพาะ เพื่อรวบรวมหลักฐานทั้งภาพถ่ายและการบันทึกภาพเพื่อนำมาวิเคราะห์ หากพบการกระทำผิดกฎหมายต้องดำเนินคดีทั้งหมด ได้เสนอผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ไปแล้ว ยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดเป็นเหตุเฉพาะที่ผู้ชุมนุมทำเกินขอบเขตกฎหมาย

ตร.ยันยิงยางรถเรื่องเข้าใจผิด

พล.ต.ต.สุเทพกล่าวว่า กำลังรวบรวมพยานหลักฐานเอาผิดคนที่ทำร้ายร่างกายและรอใบรับรองแพทย์ เพื่อตั้งข้อหาและขออนุมัติหมายจับ ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยิงยางรถที่ขับฝ่าด่านตำรวจนั้น เป็นหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดที่อยู่ในที่เกิดเหตุและเห็นว่าเกิดอันตรายต่อตำรวจนายอื่นที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ ซึ่งจะต้องสอบสวนว่ามีเจตนาหวังเอาชีวิตหรือไม่

"เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันเพราะคนขับรถอ้างว่าไม่ได้ขับพุ่งชน แต่พยายามขับลอดช่องว่างของด่านตำรวจเพื่อจะกลับบ้าน และได้เข้าแจ้งความเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงขอเวลาสอบสวนข้อเท็จจริงก่อนว่า จะแจ้งความเอาผิดในข้อหาขับรถฝ่าด่านและขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้หรือไม่"
พล.ต.ต.สุเทพกล่าว

ข่าวจาก: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1232889719&grpid=00&catid=01



คุณเพ็ญสุวรรณ นาคะปรีชา
www.mfu.ac.th/center/lrem/pensuwan.htm


หากเอ่ยชื่อ "ปุก ศึกษานารี"..หลายๆ คนคงจำได้ เพราะเธอมาคลุกคลีร่วมกิจกรรมกับพวกเราบ่อยๆ สมัยเรียนมัธยม พร้อมกับน้องสาวของเธอที่ชื่อ "ตุ๊ก-วรนุช ถาวร" ใช่แล้ว..คุณเพ็ญสุวรรณ นาคะปรีชา นั้นคือ "ปุก-เพ็ญสุวรรณ ถาวร" นั่นเอง



ล้อเลียนเสื้อแดงตบผู้หญิง
นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.)แสดงละครเสียดสีชายเสื้อแดงกล้าหาญชาญชัยบุกตบหน้า
นางเพ็ญสุวรรณ นาคะปรีชา ผอ.หอสมุด มช.
ระหว่างบุกเข้าไปขับไล่ รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อวันอาทิตย์ผ่านมา



Thursday, 15 January 2009

ความคิดของเนวิน ชิดชอบ กับการต่อสู้ของประชาชน

ความคิดของเนวิน ชิดชอบ กับการต่อสู้ของประชาชน
คอลัมน์ ลายคราม โดย วิสา คัญทัพ

กล่าวอย่างถึงที่สุด ประชาชนจึงต้องพร้อมพบเจอ “การทรยศหักหลัง”จากผู้คนที่เคยร่วมขบวนการเดียวกัน หรืออาจเรียกให้สวยงามว่า “การเปลี่ยนท่วงทำนองวิธีการ” ในการเคลื่อนไหว
: โดย วิสา คัญทัพ








เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ

ความคิดของเนวิน ชิดชอบ กับการต่อสู้ของประชาชน


เป็นเรื่องปกติของผู้นำประชาชนคนแล้วคนเล่าที่ยุติการต่อสู้เพื่อประชาชนลงเพราะเขาได้รับประโยชน์อันพึงมีพึงได้เฉพาะตนเป็นที่เรียบร้อย เราต้องไม่คาดหวังว่า เรือทุกลำจะข้ามฟากไปได้ถึงฝั่งฝัน เพราะฝันของแต่ละคนย่อมมีจุดเพียงพอไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักการเมืองโดยอาชีพ เป้าหมายการเคลื่อนไหวของเขาย่อมดำเนินไปพร้อมกับข้อเท็จจริงแห่งอำนาจ ผลประโยชน์ และการอยู่รอดของพวกพ้องแห่งพลพรรคตน ไม่ว่ายุคใดสมัยใดประชาชนก็ไม่สามารถฝากความหวังในเรื่องการต่อสู้เพื่อประชาชนไว้กับนักการเมืองได้

เราต้องสันทัดที่จะแยกแยะและทำความเข้าใจกับเรื่องเหล่านี้ให้แจ่มชัด เพื่อจะได้ไม่ท้อแท้ สิ้นหวัง และหมดกำลังใจ มันเป็นเรื่องปกติธรรมดา ผู้นำประชาชนมาตามเงื่อนไขการต่อสู้ที่เป็นจริงในระยะเวลาที่แน่นอนหนึ่งๆ เขาจะอยู่ข้างความถูกต้องหรืออยู่เคียงข้างประชาชนไปได้นานแค่ไหนไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะผู้นำประชาชนย่อมเกิดขึ้นเองเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ดังคำกล่าวที่ว่าสถานการณ์สร้างวีรบุรุษ วันนี้กับวันนั้น วันที่สถานการณ์เปลี่ยนไป ประชาชนจึงมีเสรีภาพเต็มที่ที่จะตัดสินยอมรับหรือไม่ยอมรับใครเป็นผู้นำของพวกเขา

กล่าวอย่างถึงที่สุด ประชาชนจึงต้องพร้อมพบเจอ “การทรยศหักหลัง” จากผู้คนที่เคยร่วมขบวนการเดียวกัน หรืออาจเรียกให้สวยงามว่า “การเปลี่ยนท่วงทำนองวิธีการ” ในการเคลื่อนไหว ซึ่งน่าหวาดเสียวไม่น้อย เมื่ออยู่ๆก็หันคมหอกคมดาบย้อนกลับมาทิ่มแทงฝ่ายที่เคยเป็นพวกเดียวกันมาก่อนเช่นนี้

อันที่จริง คำว่า “พวกเดียวกัน” นี้มองในมุมของนักการเมืองแล้วมีนัยให้คิด พวกเดียวกันเฉพาะเมื่อต้องการใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างอำนาจ เช่นเมื่อยามที่มีการเลือกตั้ง หรือเมื่อยามที่อยากได้เสียงข้างมากมาจัดตั้งรัฐบาล ทว่าเมื่อเสียงข้างน้อยแข็งแกร่งกว่า เพราะการเขียนกฎให้อำนาจอื่นๆยิ่งใหญ่กว่าอำนาจประชาชน เกิดช่องว่างพอจะรอดออกไปร่วมกับอำนาจทหารหรืออำนาจตุลาการใหม่ได้ นักการเมืองพวกนี้ก็ไม่รีรอที่จะฉวยโอกาสนั้นเอาตัวรอดโดยทันที

กรณีของท่านเนวิน ชิดชอบ เป็นกรณีของนักการเมืองจำพวกนี้ เขาจึงมีคำอธิบายที่ฟังดูเสมือนแสวงหาความสงบสุขและสันติอย่างเต็มที่ ทั้งเรียกการเปลี่ยนขั้วของตัวเองเป็นการทำเพื่อชาติ กระทำไปด้วยความเจ็บปวดอย่างยิ่ง รวมไปถึงการพยายามอธิบายว่า หากเขาไม่ตัดสินใจเช่นนี้ เขาจะเป็นหมายเลข 2 ต่อจากอดีตนายกฯทักษิณที่จะต้องถูกเชือดอย่างรุนแรงจนมิสามารถอยู่รอดปลอดภัยได้ ฟังดูน่าเห็นใจยิ่งนัก


หากเราเข้าใจว่าเนวินเป็นนักการเมือง ไม่ใช่นักต่อสู้เพื่อสังคมธรรม เราก็จะไม่เรียกร้องเนวินเชิงอุดมการณ์หรือการเสียสละใดๆ เราก็จะระงับความโกรธแค้นอันเป็นอารมณ์ขุ่นมัวลงไปได้ ทั้งตาสว่างว่าเนวินไม่ใช่นักการเมืองคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำเช่นนี้ มีนักการเมืองที่กระทำการอย่างนี้มาจนนับไม่ถ้วนจำนวนราย และเราควรต้องติดตามบทบาทของเขาต่อไปว่าจะคิดและทำอะไรต่อไปอีก แต่แน่นอนที่สุด เมื่อร่วมมือกับโจรปล้นประชาธิปไตยก็ย่อมเป็นโจรไปด้วย ประชาชนอย่างเราๆก็ต้องร่วมกันปราบโจรให้คืนอำนาจที่ได้ไปโดยไม่ชอบธรรมนั้นมาเสีย

ถามว่า การเป็นนักการเมืองที่ลื่นไหลเป็นปลาไหลเช่นนี้ ใครเป็นเจ้าลัทธิ คำตอบคือพรรคชาติไทย ถามว่าพรรคใดเป็นนักการเมืองจอมเสียบ ตอบว่า พรรคชาติพัฒนา ถามว่า กรณีชาวนากับงูเห่าเคยเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองพรรคไหน ตอบว่า พรรคประชากรไทย นักการเมืองจำพวกนี้ เนวิน ชิดชอบ ไม่ได้เป็นฮีโร่สมัยใหม่แต่อย่างใด ทำซ้ำกับนักการเมืองในอดีตที่ผ่านมาแล้วทั้งนั้น ยิ่งถามว่าการตัดสินใจของพรรคการเมืองอื่นๆที่เคยอยู่ขั้วร่วมรัฐบาลพลังประชาชนที่เปลี่ยนมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ต่างอะไรกับการตัดสินใจของเนวิน ชิดชอบ ตอบได้เลยว่า ไม่มีอะไรแตกต่าง อย่างนี้แล้วเราต้องทำใจยอมรับ มาตรฐานนักการเมืองไทยว่ามีอยู่เพียงเท่านี้ ทั้งยังต้องคิดต่อไปด้วยว่าพวกเขาทำในสิ่งที่ขัดแย้งต่อเสียงเลือกตั้งของประชาชนได้อย่างไร ถ้ามิใช่เพราะเขาไม่เชื่อว่า “ประชาชนคือผู้กำหนดผู้แทนราษฎร” หากเพราะเขาคือผู้ควบคุมคะแนนเสียงให้ประชาชนมาเลือกผู้แทนราษฎรดังใจที่เขาต้องการ และอย่าลืมเป็นอันขาดว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 50 ภายใต้ กกต.คณะปัจจุบัน เมื่อเขาเลือกข้างใหม่เสียแล้ว ปรากฎการณ์ใบเหลืองใบแดงจะทำร้ายทำลายเขาง่ายๆได้อย่างไร เนวินผู้มีสายตายาวไกลทางการเมืองอาจมองว่า การเลือกตั้งครั้งใหม่ต้องมีขึ้นจากฝีมือการยุบสภาของพรรคประชาธิปัตย์ การสู้ศึกเลือกตั้งในฝักฝ่ายข้างเดียวกับรัฐบาลรักษาการที่ควบคุมกลไกมหาดไทยไว้ในมือ (มีคนของตนเองเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย)เป็นความถนัดและเกิดประโยชน์ยิ่งสำหรับเนวิน ชิดชอบ

ต้องยอมรับนะครับว่า เนวินเป็นนักการเมืองอายุยังน้อย อนาคตยังไกล การถูกตัดสิทธิ์ห้าปีเป็นเวลาอันแสนสั้นสำหรับเขาเมื่อเทียบกับมังกรการเมืองอย่างบรรหาร ศิลปะอาชา เมื่อเขารู้ว่าสู้กับอะไรและอันตรายขนาดไหน ทั้งถูกบังคับให้เป็นคนต่อไปที่ต้องเดินฝ่ากองไฟ ก็แล้วแต่การตัดสินใจครับ เบรฟฮาร์ดอาจกล้าหาญลุยไปตายในกองไฟเป็นวีรบุรุษนักสู้เพื่อสังคมธรรม แต่เนวินอาจคิดว่าตนเองไม่ใช่ เขาเป็นแค่นักการเมืองที่เลือกอยู่รอดเพื่อจะทำงานต่อไป พร้อมยอมรับเสียงกร่นด่าจากทุกทิศทุกทาง

เนวินเหมือนล้อเกวียน เมื่อล้อเกวียนหมุนไป โคลนที่ติดล้อเกวียนก็ต้องหมุนตามไปด้วย โคลนที่ติดล้อเกวียนอย่างแน่นสนิท แม้ล้อเกวียนจะคลอนไหวสะท้านสะเทือนบนเส้นทางอันขรุขระอย่างไรก็ไม่ร่วงหล่น กลยุทธการบัญชาการจากพลาดพลั้งเพลี่ยงพล้ำให้พลิกกลับไปเป็นฝ่ายได้ชัยอีกครั้งหนึ่ง แม้ถูกประณามว่าทรยศหักหลัง มีปรากฎให้เห็นบ่อยครั้งในประวัติศาสตร์แห่งสงคราม มีเสียงสะท้อนจากโคลนติดล้อดังก้องมาว่า เนวินแตกหักกับทักษิณด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวทำนอง “ทำดีไม่ได้ดี” เขาถูกนายใหญ่หักดิบหลายครั้ง ทั้งที่ทุ่มทั้งชีวิตสู้เพื่อเจ้านายจนจะเอาตัวไม่รอด มีกรณีที่เป็นรูปธรรมของความขัดแย้งและการตัดสินใจไปคนละทางหลายเรื่อง จนสุดท้ายเนวินเลือกถอนตัวออกมา ด้วยวาจาทีอ้างว่าไม่เคยลืมบุญคุณนายใหญ่ ภาพยนตร์ยังไม่จบครับ หนังชีวิตเป็นเรื่องยาว ต้องติดตามดูกันต่อไป

  • “บนเส้นทางทุกคนต่างต้องก้าวเดิน

  • ไปเพลินๆชีวิตไม่คิดอะไร

  • ผ่านวัยพึ่ง วัยพบ วัยเพียรเปลี่ยนไป

  • ก่อนสู่วัยพัก และพราก ต้องจากจร”



ผมอยากจะบอกพี่น้องประชาชนทั้งหลายว่า การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น ผู้นำการต่อสู้จักต้องไม่ใช่นักการเมืองที่หมุนเวียนเคลื่อนไหวอยู่ในระบบการเมืองประเภท “เมื่อแพ้ก็ออกมาสู้กลางถนน เมื่อชนะก็ไปนั่งเป็นรัฐบาล” ผู้นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่ ส.ส. ไม่ใช่ผู้แทนราษฎร และไม่ควรวนเวียนอยู่กับตำแหน่งหน้าที่ที่มีผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ทางการเมือง พวกนี้เป็นได้แค่แนวร่วมทางความคิดและแนวร่วมทางการต่อสู้ในบางสถานการณ์เท่านั้น สามารถสนับสนุนทุนรอนปัจจัยในบางช่วงจังหวะที่เขาเห็นว่า “แนวทางตรงกัน” เข้าทำนอง "ผู้มีแรงออกแรง ผู้มีปัญญาใช้ปัญญา ผู้มีเงินออกเงิน” โดยการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจะต้องมีผู้นำที่มีอิสรภาพในการเคลื่อนไหวอย่างแท้จริง


คิดไปก็ให้เห็นใจพี่น้องประชาชนไทยที่ไม่มีผู้นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ฉายภาพการนำอย่างสง่างามแจ้งชัดโดดเด่นอย่าง มหาตมะคานธี, เหมาเจ๋อตง,โฮจิมินห์, หรืออองซานซูจี ผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยของเรามักมีภาพซ้อนเปื้อนปนอยู่กับความเป็นการเมืองในระบอบเลือกตั้งมากกว่าจะเป็นผู้นำเชิงอุดมคติ เป็นผู้นำที่โคจรอยู่ในแวดวงอำนาจรัฐอันคลอนไหวไปตามอิทธิพลแห่งการเมืองและผลประโยชน์ ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยขาดตอนไม่ต่อเนื่อง ข้อเรียกร้องที่เป็นประชาธิปไตยอันแท้จริงต้องหยุดชะงักลงเป็นบางช่วงบางตอน แลดูประหนึ่งว่า สองขั้วขัดแย้งกันเพียงเพื่อได้อำนาจเป็นรัฐบาล เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วก็หยุดความพยายามที่จะทำให้ประชาธิปไตยมีความสมบูรณ์เต็มใบโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เอื้อประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง

ต้องมองให้ออกว่า การต่อสู้ของฝ่ายประชาชนในปัจจุบันเป็นการต่อสู้ที่ไร้รูปการ กว้างขวางจริง ยิ่งใหญ่ไพศาล ทว่ายังอ่อนด้อยด้านการจัดตั้ง และไร้การนำอันถูกทิศทาง ประชาชนจึงกระจัดกระจายเคลื่อนไหวตามอารมณ์อย่างไร้รูปแบบการเคลื่อนไหวตามอารมณ์หากควบคุมไม่ได้อาจจะเกิดผลลบตามมา สั่งสมผลลบหลายๆครั้งภาพพจน์การต่อสู้ก็เสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลียนแบบความรุนแรงจากพันธมิตรโดยไม่ตั้งใจ เป็นไปโดยอารมณ์เคียดแค้นที่พาไปเราต้องเช้าใจว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นเป็นการเคลื่อนไหวที่มีรูปการ เพราะเนื้อแท้แล้วอยู่ภายใต้การนำโดยหน่วยงาน,องค์กร,และสถาบันอันหลากหลาย ถึงขั้นทำผิดกฎหมายแล้วก็ยังลอยนวลอยู่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เรายิ่งต้องหลีกเลี่ยงความรุนแรงและการทำผิดกฎหมายให้มากที่สุด เพราะเราจะไม่ได้รับ”การอภัยทางนิตินัย” เยี่ยงพวกเขาเป็นอันขาด เวลานี้จึงเป็นเวลาอันยากลำบากที่สุดของพวกเรา

  • ยิ่งสู้นานเท่าไร     ยิ่งซึ้งใจประชาชน .

  • ทั้งอึดทั้งอดทน     และอัดแน่นด้วยแค้นใน .

  • ยื่นมือเมื่อสัมผัส     ก็ร้อยรัดด้วยดวงใจ .

  • ไม่รู้ น้ำอะไร     มันซึมไหล จากดวงตา .

  • ยิ่งเห็นเพื่อนว้าเหว่     ลอยทะเลแห่งเวลา .

  • แสงดาวแห่งศรัทธา     รอพรายรุ้งจนรุ่งราง .

  • ใจสู้ของผู้คน     ที่ทุกข์ทนร่วมแนวทาง .

  • เลือดไทยนี้ไม่จาง     และลูกไทยจักไม่ยอม .

  • เพื่อนเอย แม้ลำบาก     ต้องทุกข์ยากและตรมตรอม .

  • ยืดเยื้อและอ้อมค้อม     ทั้งคดเคี้ยวน้ำเชี่ยววน .

  • เห็นเพื่อน สู้ไม่ถอย     ต่อเถื่อนถ่อยด้วยอดทน .

  • ประเดี๋ยวมืดที่มัวมน      จะรุ่งแจ้งเห็นแสงทอง.



Thai Free News กลุ่มสื่อประชาชน หนังสือพิมพ์ออนไลน์เพื่อประชาธิปไตย
อังคาร ที่ 13 เดือน มกราคม พ.ศ.2552


Related Stories :
Suan84 - สาระแนข้ามรุ่น: เนวิน ชิดชอบ

Labels:



Wednesday, 14 January 2009

โครงการ “คนดีศรีสวนฯ”


โครงการประกาศเกียรติคุณ
 “ ค น ดี ศ รี ส ว น ฯ ”

ตลอด 127 ปี แห่งการสถาปนา โรงเรียนหลวงสวนกุหลาบวิทยาลัย ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าฯ พระปิยมหาราชเจ้า นั้น สถาบันแห่งนี้ ได้สร้างเยาวชนให้ก้าวไปสู่สังคมภายนอก และเติบใหญ่ขึ้นเป็นกำลังสำคัญของประเทศนับได้หลายหมื่นคน

และหลายร้อยท่าน จากจำนวนหลายหมื่นนี้ ได้สร้างชื่อเสียงโดดเด่นอยู่ในแวดวงวิชาชีพแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักการเมือง หรือ เหล่าพ่อค้าวานิชนักธุรกิจในสายเอกชน ซึ่งสาธารณชนได้ประจักษ์ ในชื่อเสียงเรียงนามแห่งการเป็นศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ อยู่ตลอดมา และเมื่อมีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์การศึกษาแห่งชาติ พร้อมทั้งพิพิธภัณฑ์สวนกุหลาบขึ้น ณ ชั้นล่างตึกเหลืองยาว เมื่อคราวฉลอง 12 ทศวรรษโรงเรียนหลวงสวนกุหลาบฯ ในปี 2545 จึงได้จัดให้มี Hall of Fame ขึ้น เพื่อประกาศเกียรติคุณศิษย์เก่าดีเด่นในแวดวงวิชาชีพต่างๆ ให้แก่อนุชนคนรุ่นหลังได้ศึกษาและจดจำไว้เป็นเยี่ยงอย่างสืบต่อไป









โครงการประกาศเกียรติคุณ

 “ ค น ดี ศ รี ส ว น ฯ ”



แนวคิดและหลักการของโครงการ

ตลอด 127 ปี แห่งการสถาปนา โรงเรียนหลวงสวนกุหลาบวิทยาลัย ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าฯ พระปิยมหาราชเจ้า นั้น สถาบันแห่งนี้ ได้สร้างเยาวชนให้ก้าวไปสู่สังคมภายนอก และเติบใหญ่ขึ้นเป็นกำลังสำคัญของประเทศนับได้หลายหมื่นคน

และหลายร้อยท่าน จากจำนวนหลายหมื่นนี้ ได้สร้างชื่อเสียงโดดเด่นอยู่ในแวดวงวิชาชีพแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักการเมือง หรือ เหล่าพ่อค้าวานิชนักธุรกิจในสายเอกชน ซึ่งสาธารณชนได้ประจักษ์ ในชื่อเสียงเรียงนามแห่งการเป็นศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ อยู่ตลอดมา และเมื่อมีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์การศึกษาแห่งชาติ พร้อมทั้งพิพิธภัณฑ์สวนกุหลาบขึ้น ณ ชั้นล่างตึกเหลืองยาว เมื่อคราวฉลอง 12 ทศวรรษโรงเรียนหลวงสวนกุหลาบฯ ในปี 2545 จึงได้จัดให้มี Hall of Fame ขึ้น เพื่อประกาศเกียรติคุณศิษย์เก่าดีเด่นในแวดวงวิชาชีพต่างๆ ให้แก่อนุชนคนรุ่นหลังได้ศึกษาและจดจำไว้เป็นเยี่ยงอย่างสืบต่อไป

จากภาพรวมดังกล่าว ประกอบกับ ข้อบังคับของสมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่กำหนดไว้ในวัตถุประสงค์ ข้อที่ 6 ว่า

“เพื่อสนับสนุน ส่งเสริม เผยแพร่เกียรติคุณ และความเจริญของโรงเรียน รวมถึงบุคลากรของสวนกุหลาบฯ ให้ปรากฏแก่สาธารณะ”

ทางคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดปัจจุบัน จึงเห็นควรจัดให้มีการประกาศเกียรติคุณศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ ดีเด่นของแต่ละรุ่นขึ้น โดยให้ชื่อว่า
“คนดีศรีสวนฯ” ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นปีแรก ในงาน 8 มีนาคม วันสถาปนาโรงเรียน และจะดำเนินการต่อเนื่องเป็นประจำต่อไปในทุกๆ ปี

การดำเนินงานโครงการ “คนดีศรีสวนฯ” สมาคมศิษย์เก่าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน ซึ่งจะทำหน้าที่ประสานงานไปยังคณะกรรมกาารศิษย์เก่าแต่ละรุ่น ให้สรรหาศิษย์เก่าผู้เหมาะสมในรุ่นตนเอง ที่สมควรได้รับการยกย่องประกาศเกียรติคุณให้ปรากฎแก่บรรดาชาวสวนกุหลาบฯ และสาธารณชนทั่วไปได้ชื่นชม รุ่นละ 1 ท่าน แล้วแจ้งให้สมาคมฯ ทราบ ภายใน วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2552

จากนั้น สมาคมฯ จะนำรายชื่อ “คนดีศรีสวนฯ 2552” ที่ได้รับการสรรหาจากรุ่นต่างๆ ประกาศเกียรติคุณลงในหนังสือ “ช่อกุหลาบ” ฉบับที่ระลึกงานวันสถาปนา 8 มีนาคม 2552 และเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เพื่อให้สาธารณชนได้ทราบต่อไป

และ หนึ่งในกิจกรรมสำคัญของ วันสถาปนา 127 ปี สวนกุหลาบฯ ซึ่งจะจัดขึ้นในค่ำวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม คือ พิธีประกาศเกียรติคุณยกย่อง
“คนดีศรีสวนฯ 2552” ทุกคน ให้ศิษย์เก่าที่ร่วมสโมสรในงานได้ทราบ พร้อมทั้งขึ้นเวทีเดินผ่านแถวร่มธงชมพูฟ้า โดยมีวงโยธวาทิตสวนกุหลาบฯ บรรเลงเพลงประจำโรงเรียนและมาร์ชชมพู-ฟ้า แทนคำประกาศเกียรติคุณ ต่อเนื่องด้วยการเดินเข้ารับการชื่นชม จากคณะผู้แทนครู-อาจารย์เก่าสวนกุหลาบฯ ที่คอยรับการคารวะจาก “คนดีศรีสวนฯ” บนเวทีเดียวกัน จนครบหมดทุกรุ่น

ในกรณีที่รุ่นใด ยังไม่สามารถสรรหา “คนดีศรีสวนฯ” ของรุ่นตนเองได้ทันตามกำหนดเวลาดังกล่าว ทางสมาคมฯ จะเว้นว่างไว้ เพื่อนำไปประกาศในปีต่อไป

คณะกรรมการดำเนินงานโครงการฯ
  1. พลเอกดนัย ยุวบูรณ์ สก.80
    - อุปนายก สมาคมศิษย์เก่าฯ เป็นประธานฯ

  2. นายสุรพล เตชะหรูวิจิตร สก.89
    - เลขาธิการสมาคมศิษย์เก่าฯ

  3. นายธานินทร์ สุนทรานนท์ สก.81
    - สาราณียกร หนังสือ “ช่อกุหลาบ”

  4. นายมานพ แย้มอุทัย สก.84
    - ผู้ช่วยประชาสัมพันธ์ สมาคมศิษย์เก่าฯ

  5. นายสุรศักดิ์ พลกนิษฐ์ สก.91
    - ผู้จัดการสมาคมศิษย์เก่าฯ

  6. นายพงษ์นรินทร์ อุลิศ สก.107
    - ฝ่ายจัดกิจกรรมวันสถาปนา 127 สวนกุหลาบฯ

จึงขอแจ้งผ่านมายังประธาน หรือ ผู้แทนรุ่นต่างๆ ณ ที่นี้ด้วย นอกเหนือจากการที่ สมาคมฯ จะได้แจ้งเป็นเอกสารไปยังผู้แทนรุ่นทุกรุ่นโดยตรงแล้ว

อนึ่ง- หากรุ่นใดยังไม่ทราบความ ขอให้กรุณาติดต่อเพื่อทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก สมาคมฯ
โทร. (02)282-4545 และ (02)281-3236

Labels: ,